6.19.2554

► ความหมายของ GIS

      " Gis a computerized database management system for capture, storage,retrieval,analysis and display of spatial (locationally defined) data "
(NCGIA : National Center Geographic Information and Analysis,1989)

แปล
      " ระบบสารสนเทศการจัดการฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ สำหรับ การรวบรวม,การจัดเก็บรักษา,การค้นคืน,การวิเคราะห์ และการแสดงผลของข้อมูล (ตามที่กำหนดพื้นที่) "
(NCGIA : ข้อมูลทางภูมิศาสตร์แห่งชาติศูนย์และการวิเคราะห์, 1989)

❀~❀~❀~❀~❀~❀~❀


 องค์ประกอบของ GIS
  การจัดเก็บรวบรวมข้อมูล (Data capture)
     เป็นขั้นตอนสำรวจข้อมูลต่างๆและการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลในเชิงพื้นที่ เช่น ข้อมูลด้านการใช้ที่ดินการคมนาคมสำมะโนประชากร เป็นต้น  
  
  การเก็บบันทึกและเรียกค้นข้อมูล (Data storage and retrieval)
     ข้อมูลที่จะเข้าสู่ระบบ GIS จะต้องมีลักษณะเป็นตัวเลข  ดังนั้นจำต้องมีการแปลงข้อมูลแผนที่ซึ่งอยู่ในรูปข้อมูลภาพหรือรายงานเอกสาร(Analog)  ให้เป็นข้อมูลตัวเลขของคอมพิวเตอร์(Digital)ในขั้นตอนนี้สามารถที่จะทำการเก็บบันทึกได้หลายวิธี  เช่น ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Digitizer  และวิธีการแปลงข้อมูลในลักษณะนี้เรียกว่า Digitizing หรือใช้วิธีอ่านข้อมูลด้วย scanner นอกจากนี้ยังสามารถนำเข้าข้อมูลตัวเลขจากแหล่งข้อมูลต่างๆ  เช่นข้อมูลดาวเทียม  ข้อมูลจากรายงานเอกสารต่างๆตามรูปแบบที่ระบบ GIS ในแต่ละระบบจะรับเข้าสู่ระบบได้โดยตรงเพื่อการค้นคืนของข้อมูล  ขั้นตอนนี้นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากขั้นตอนหนึ่งซึ่งจะสามารถบอกได้ว่างานนั้นมีประสิทธิภาพมากเพียงใดและมีโอกาสจะประสบผลสำเร็จมากน้อยเท่าใดด้วย 

ประเภทของข้อมูลที่ป้อนเข้าสู่ระบบGIS มีดังนี้คือ       
         ข้อมูลเชิงพื้นที่(Spatial Data)   เป็นข้อมูลที่ระบุตำแหน่งพิกัดที่ตั้งข้อมูลประเภทนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเพราะGIS เป็นระบบข้อมูลที่ต้องมีการอ้างอิงทางภูมิศาสตร์ (Geo-Referenced)  ข้อมูลเหล่านี้ได้แก่ แผนที่ต่างๆ
         ข้อมูลที่ไม่อยู่ในเชิงพื้นที่(Non-Spatial Data) เป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับคุณลักษณะต่างๆแต่ยังคงจะต้องเกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นๆ(Associated attributes) ข้อมูลเหล่านี้ได้แก่ ข้อมูลประชากร เป็นต้นคุณสมบัติของการใส่ข้อมูลเข้าสู่ระบบ GIS ครอบคลุม 3 ขั้นตอนย่อย ดังนี้คือ
                 ป้อนข้อมูลเชิงพื้นที่สู่ระบบโดยใช้วิธีแปลงเป็นข้อมูลตัวเลขด้วยวิธีการ Digitize หรือ Scan เข้าไปซึ่งจะทำได้โดยการกำหนดจุดค่าที่พิกัดทางภูมิศาสตร์(Ground Control Point) ตาม Projection ต่าง ๆ ที่มีอยู่ส่วนมากมักจะใช้ค่าLongitude และระบบ UTM
                  ใส่ข้อมูลที่ไม่อยู่ในเชิงพื้นที่สู่ระบบโดยวิธีการสร้างตารางความสัมพันธ์ (Attribute table)
                  เชื่อมข้อมูลทั้งสองประเภทข้างต้นเข้าด้วยกันด้วยระบบ GIS ซึ่งในแต่ละระบบอาจมีวิธีการจัดการกับข้อมูลในแต่ละขั้นตอนต่างกัน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับซอฟท์แวร์ที่ใช้เช่น  SPANS ARC/INFO, ILWIS  และ INTERGRAPH เป็นต้น ต่างก็เป็นซอฟท์แวร์ที่เอื้ออำนวยให้สามารถสร้างแผนที่วิเคราะห์แสดงและจัดการกับข้อมูลแผนที่ได้  ซึ่งในแต่ละโปรแกรมต่างก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป


  การวิเคราะห์ข้อมูล(Data analysis)
     คือการนำเอาข้อมูลแผนที่ต่างๆที่เก็บไว้ในระบบมาทำการประมวลผลด้วยวิธีการซ้อนทับ(Overlay)เพื่อทำการวิเคราะห์หรือกำหนดวางแผนการจัดการกับพื้นที่นั้นๆเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ต้องการเช่นการวิเคราะห์เกี่ยวกับการพังทะลายขอดินทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่ดิน,องค์ประกอบในการกัดกร่อนดิน,เส้นชั้นระดับความสูง,แผนที่การใช้ ที่ดิน,ข้อมูลจากดาวเทียม,รวมทั้งข้อมูลน้ำฝนในช่วงระยะเวลาหนึ่งแฟ้มข้อมูลแต่ละแฟ้มจะถูกประมวลผลตามเกณฑ์ ที่ตั้งไว้แล้วถูกนำซ้อนกันซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือคำตอบที่ผู้ใช้ GIS ต้องการ

  การแสดงผลข้อมูล (Data display)
     ในการเรียกค้นข้อมูลหรือผลการวิเคราะห์ข้อมูลในระบบGIS  สามารถแสดงผลออกมาได้ในลักษณะของแผนที่หรือตารางแสดงผลข้อมูลออกมาได้ทั้งในจอคอมพิวเตอร์หรือจะพิมพ์ออกมาเป็นภาพเพื่อจัดทำเป็นรายการต่างๆได้  จะทำได้หลากหลายและสวยงามเพียงใดขึ้นอยู่กับซอฟท์แวร์ที่ระบบGIS  นั้นๆใช้  รวมทั้งความสามารถของผู้ใช้ด้วย
       

        ในระบบ GIS  สามารถที่จะทำการแก้ไขข้อผิดพลาดของข้อมูลได้ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไxรวม  หรือซ้อนข้อมูลแผนที่  ปรับปรุงข้อมูล  เรียกค้นข้อมูลที่มีลักษณะตามต้องการได้  รายงานเกี่ยวกับข้อมูลแผนที่และตารางพื้นที่เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการแสดงผลข้อมูลของระบบ GIS ได้มากขึ้น  โดยสรุประบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ครอบคลุม การจัดเก็บข้อมูล การค้นหาข้อมูล  การวิเคราะห์ข้อมูลและการแสดงข้อมูล
        GISแตกต่างจากระบบข้อมูลประเภทอื่นๆ ตรงที่GISวางอยู่บนรากฐานของการอ้างอิงเป็นค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์GIS ประกอบด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลที่ไม่เป็นเชิงพื้นที่ซึ่งบ่งบอกคุณลักษณะต่างๆ ของตำแหน่งนั้นๆ  เช่นจำนวนประชากรคุณลักษณะของดินเป็นต้น  GISช่วยในการจัดเก็บข้อมูลแผนที่ที่มีปริมาณมากให้เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว สามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจและการวางแผนได้เป็นอย่างดี  อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะต้องคำนึงอยู่เสมอคือการใช้ให้ได้ประโยชน์หรือตอบปัญหาได้ถูกต้องมากน้อยเพียงใด  ขึ้นอยู่กับความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลเบื้องต้นที่ถูกใส่เข้าไปในระบบ GIS นั่นเอง
    

6.15.2554

สรุป Database and DBMS

ฐานข้อมูล (Database)
      ✿หมายถึง โครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้
      ✿ในการจัดการข้อมูลในฐานข้อมูลจะใช้ซอฟต์แวร์ประเภท ระบบจัดการฐานข้อมูล(Database Management System : DBMS)
      ✿ฐานข้อมูลมีส่วนที่ทำหน้าที่ในการอธิบายความหมายของรายการข้อมูลที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูลด้วย เรียกส่วนนี้ว่า
             ☺บัญชีระบบ(System catalog) หรือ
             ☺พจนานุกรมของข้อมูล(Data Dictionary) หรือ
             ☺เมตาดาต้า(Meta - data)
      ✿โครงสร้างของข้อมูลจะถูกแยกออกจากโปรแกรมประยุกต์และเก็บเอาไว้ในส่วนที่เรียกว่า “ฐานข้อมูล”
      ✿ถ้ามีการเพิ่มหรือปรับปรุงโครงสร้างของข้อมูลก็จะไม่มีผลกระทบกับโปรแกรมประยุกต์



ระบบจัดการฐานข้อมูล
(Database Management System : DBMS)

      ✿หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการจัดการข้อมูลในฐานข้อมูล
      ✿DBMS จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างฐานข้อมูลกับโปรแกรมที่มาใช้งานฐานข้อมูลและผู้ใช้งานฐานข้อมูล ที่ติดต่อไปยังฐานข้อมูลเพื่อทำงานที่ผู้ใช้ต้องการให้สำเร็จ
      ✿เช่น การจัดเก็บข้อมูลลงในฐานข้อมูล,การค้นหาข้อมูลที่ต้องการออกมาแสดงหรือการลบข้อมูล เป็นต้น


หน้าที่ของ DBMS
      ✿จัดการพจนานุกรมของข้อมูล(Data dictionary management)
      ✿จัดการการจัดเก็บข้อมูล(Data storage management)
      ✿การแปลงข้อมูลและการนำเสนอข้อมูล(Data transformation and presentation)
      ✿การจัดการด้านความปลอดภัย(Security management)
      ✿ควบคุมการเข้าใช้งานของผู้ใช้พร้อมกัน(Multiuser accesss control)
      ✿การจัดการเรื่องการสำรองและกู้คืนข้อมูล(Backup and recovery management)
      ✿การจัดการความคงสภาพของข้อมูล(Data integrity management)
      ✿ภาษาในการเข้าถึงข้อมูลและส่วนประสานผู้ใช้ในโปรแกรมประยุกต์(Database access languages and application programming interfaces)



การประยุกต์ใช้ระบบงานฐานข้อมูล
      ✿การซื้อของจากซูเปอร์มาเก็ต
      ✿การซื้อของโดยใช้บัตรเครดิต
      ✿การจองตั๋วเครื่องบินผ่านตัวแทนจำหน่าย
      ✿การใช้บริการห้องสมุด
      ✿การใช้งานอินเทอร์เน็ต
      ✿การเรียนในมหาวิทยาลัย
      ✿การบริหารในองค์กร
      ✿อื่นๆ อีกมากมาย

Credit : ...
สื่อการเรียนการสอนความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฐานข้อมูล สอนโดย  อาจารย์นราวิชญ์ ความมั่น 

6.12.2554

ข้อมูลเชิงพื้นที่ 5 ประเภท

Spatial Distribution = การกระจายเชิงพื้นที่
เป็นการกระจัดกระจายตัวหรือการกระจุกตัวที่อยู่ในพื้นที่ จะอยู่ในลักษณะที่กระจุกตัวบางพื้นที่หรือแยกกระจายอาจจะอยู่ใกล้กันหรือไกลกันขึ้นอยู่กับบริเวณพื้นที่ต่างๆ

        ยกตัวอย่าง สัตว์ป่าคุ้มครองที่กระจายตัวอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เช่น กระทิง กวาง ชะนี เม่น นกยูง เป็นต้น  

 Spatial Differentiation = ความแตกต่างเชิงพื้นที่
ในพื้นที่จะมีความแตกต่างกันในหลายๆด้าน พื้นที่แต่ละส่วนจะไม่เหมือนกันในหลายประการ อาจเป็นสิ่งแวดล้อม พื้นที่สูง-ต่ำของแต่ละบริเวณนั่นๆ

        ยกตัวอย่าง พื้นที่อาศัยของสัตว์บางประเภทจะเลือกพื้นที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะเฉพาะ เช่น สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

Spatial Diffusion = การแพร่กระจายในเชิงพื้นที่
เป็นการกระจายจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่ง อาจจะเป็นการอพยพย้ายถิ่นฐาน หรือมีการกระจายของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วกระจายออกไปตามพื้นที่ต่างๆ

        ยกตัวอย่าง การอพยพย้ายถิ่นของนกในประเทศไทย เพื่อหาสิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัย แหล่งอาหารใหม่ต่อการดำรงชีพ เช่น นกนางนวล นกพงหญ้า นกกระสา นกปากซ่อม เป็นต้น

Spatial Interaction = การปฏิสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่
พื้นที่ที่ทำกิจกรรมจะสัมพันธ์กับพื้นที่อื่นและพื้นที่นั้นๆ ในแต่ละส่วนของกิจรรมจะแยกออกตามเขตพื้นที่ของตัวเองในพื้นที่แต่ละส่วน

        ยกตัวอย่าง อุทยานแห่งชาติ จะมีพื้นที่หลากหลายในส่วนต่างๆของบริเวณนั้นๆ ได้แก่ เขตเพื่อการพักผ่อนและศึกษาหาความรู้  เขตฟื้นฟูธรรมชาติ เขตหวงห้าม เขตสงวนสภาพธรรมชาติ และเขตบริการ

Spatial Temporary = ช่วงเวลาในเชิงพื้นที่

ช่วงเวลาในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันออกไปในช่วงของการแบ่งเขตเวลา การกระทำหรือกิจกรรมที่ก็จะต่างกันออกไปตามช่วงเวลาของพื้นที่แต่ละส่วน

        ยกตัวอย่าง  การออกอาหารของสัตว์ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา เช่น เหยี่ยว นกเค้าแมว ค้างคาว จะออกอาหารตอนกลางคืน

6.09.2554

ภาพยนตร์ " ARMAGEDDON วันโลกาวินาศ "


 เรื่องย่อ

       แฮร์รี่ สแตมเปอร์ (บรูซ วิลลิส) นักขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล ไม่ถูกกับ เอ.เจ. (เบน แอฟเฟล็ก) ลูกทีมหนุ่มฝีมือดี เพราะเป็นคนมุทะลุและมาชอบพอกับ เกรซ (ลิฟ ไทเลอร์) ลูกสาวคนสวยเพียงคนเดียว จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเกรซกับแฮร์รี่ค่อนข้างหมางเมินกัน แต่ทีมของสแตมเปอร์ถือได้ว่าเป็นทีมขุดเจาะน้ำมันเบอร์หนึ่งของโลก
         จู่ ๆ มหานครนิวยอร์กถูกถล่มด้วยอุกกาบาตไฟ ที่ฮ่องกงก็เกิดคลื่นยักษ์จากอุกกาบาต แดน ทรูแมน (บิลลี่ บ็อบ ทอร์นตัน) ผู้อำนวยการองค์การนาซาพบว่า โลกมีเวลาเหลือเพียง 18 วันเท่านั้น ก่อนถูกทำลายล้างด้วยดาวหางขนาดใหญ่เท่ารัฐเท็กซัสที่กำลังพุ่งตรงลงมา ทางเดียวที่จะแก้ได้คือ ต้องฝังหัวระเบิดนิวเคลียร์ที่แกนกลางของดาวหางดวงนี้ ซึ่งผู้ที่จะทำภารกิจนี้ได้ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจุดเจาะเท่านั้น ซึ่งแดนเลือกเอาทีมของแฮร์รี่
         แฮร์รี่และลูกทีมทั้งหมดมีเวลาฝึกที่จะใช้ชีวิตบนอวกาศเพียง 18 วันเท่านั้น วันเดินทาง นาซาได้ส่งกระสวยอวกาศ 2 ลำชื่อ อินดีเพนเดนซ์ และ ฟรีดอม โดยใช้แรงเหวี่ยงจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์เพื่อไปให้ถึงดาวหาง แต่เมื่อไปถึงแฮร์รี่และพวกก็พบว่าการขุดเจาะพื้นผิวดาวหางนั้น ไม่ง่ายอย่างที่คิดในขณะที่เวลาเหลือน้อยเข้ามาทุกทีแฮร์รี่จำต้องสละชีวิตตนเพื่อโลกและเพื่อเกรซลูกสาวที่รัก

เบื้องหลัง
       Armageddon กำกับโดย ไมเคิล เบย์ เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อีกเรื่องของฮอลลีวู้ดในปี ค.ศ. 1998 เช่นเดียวกับ Godzilla โดยทั้ง 2 เรื่องนี้ฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นเสมือนคู่แข่งกัน ซึ่งในช่วงต้นของเรื่องก็ได้มีการเหน็บแนม Gozilla เป็นมุขตลกอยู่สั้น ๆ ด้วย
     ในปี 1998 ได้มีภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับดาวหางพุ่งชนโลกเช่นเดียวกันเข้าฉาย คือ Deep Impact สร้างโดย Paramount Pictures และ DreamWorks และฉายก่อนหน้านั้นเป็นเวลาสองเดือน ทั้งสองเรื่องแตกต่างกันที่ Deep Impact นำเสนอผ่านมุมมองของบุคคลจากหลากหลายอาชีพ แสดงความตื่นตระหนกของคนที่พากันหนีเอาตัวรอด และมีความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์มากกว่า ในขณะที่ Armageddon ไปเน้นที่แอ็คชั่น ความรัก และเร้าอารมณ์ของผู้ชมผ่านเพลงประกอบ และภาพสวยๆ แบบมิวสิกวิดีโอ แต่มีข้อบกพร่องด้านความสมจริงมากกว่า
    เพลงประกอบภาพยนตร์ I Don't Wanna Miss a Thing ร้องโดย แอโรสมิธ และ Living on Jet Plane ซึ่งเป็นเพลงเก่าของ จอห์น เดนเวอร์ ราชาเพลงคันทรี ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่ภาพยนตร์เข้าฉายและยังได้รับความนิยมเรื่อยมา




วิจารณ์ภาพยนตร์
        เป็นเรื่องที่นานมาก ถ้าเทียบในวันเข้าฉายปี 1998 ก็ประมาณอายุ 8-9 ปี เพิ่งจะมารู้จักหนังเรื่องนี้ได้ไม่กี่ปีที่ผ่านมา คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ และอยากจะแนะนำหรือใครที่ได้ดูมาแล้วก็อยากให้คิดถึง โดยส่วนตัวชื่นชอบการดำเนินเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทางวิทยาศาสตร์ หรือ การแสดงอารมณ์ที่หลากหลาย เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่ครองใจได้เป็นอันดับต้นๆ เพราะมีความน่าประทับใจของความเสียสละเพื่อคนที่เรารัก ความกล้าหาญในการตัดสินใจ การใช้สติควบคุมตัวเอง การให้เกียรติ และสอดแทรกแง่คิดดีๆของความเป็นวีรบุรุษที่น่ายกย่อง  
      ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ... ว่าหนังเรื่องนี้ เปิดดูครั้งไหนๆก็ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อเลยซักครั้ง แถมยังร้องไห้สะอึกสะอื้นครั้งแล้วครั้งเล่า รวมไปถึงเพลงเพราะๆที่ทำให้แสดงอารมณ์เศร้าเข้าถึงฉากๆหนึ่งในเรื่อง อาร์มาเก็ดดอน วันโลกาวินาศ เลยทีเดียว