9.04.2554

ปฏิบัติการที่ 6 SQL

H. จากข้อ e เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์จะได้ว่า "ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต อาจารย์ที่ปรึกษา และชั้น จากตารางนักเรียน (student) โดยมีเงื่อนไขคือเป็นนิสิตชั้นปี 2 " ให้ลองแปล f ออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์

ตอบ     SELECT studentid,name,advisor,class,hobby
             FROM student
            WHERE  hobby like 'อ่านหนังสือ';

ได้ภาพต่อไปนี้



คำอธิบาย โดยเลือกที่จะให้แสดงชั้นข้อมูล รหัสนิสิต ชื่อ-สกุล อาจารย์ที่ปรึกษา ชั้นปี งานอดิเรก  จากตารางนักเรียน (student) มีเงื่อนไขคือ ชั้นข้อมูลของงานอดิเรกต้องมีคำว่า อ่านหนังสือ

✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿

I.  ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษา SQL ตามคำถาม "ให้เลือกฟิลด์ทั้งหมดจากตารางรายวิชา (subject)" 

ตอบ    SELECT subjectid,name,credit,book,teacher
            FROM subject ;

จะได้ภาพดังนี้


✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿

J. ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษา SQL ตามคำถาม "ให้เลือกฟิลด์รหัสรายวิชา ชื่อรายวิชา และจำนวนหน่วยกิต จากตารางรายวิชา (subject)"

ตอบ    SELECT subjectid,name,credit
            FROM subject;

ได้ภาพดังต่อไปนี้ 


✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿

K. ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษา SQL ตามคำถาม "ให้เลือกฟิลด์รหัสรายวิชา ชื่อรายวิชา และจำนวนหน่วยกิต จากตารางรายวิชา (subject) โดยมีเงื่อนไขคือเป็นรายวิชา 104111" 

ตอบ     SELECT subjectid,name,credit
             FROM subject
            WHERE subjectid = 104111 ;

จะได้ภาพดังนี้


✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿

L. ทดลองพิมพ์ SELECT student.studentid,student.name,register.score,register.grade FROM register,student WHERE (register.studentid = student.studentid AND register.studentid = 4902) แล้วเลือก Run Query แล้วสังเกตผลที่ได้รับ

ตอบ     SELECT student.studentid,student.name,register.score,register.grade
             FROM register,student 
             WHERE (register.studentid = student.studentid AND register.studentid = 4902);

จะได้ภาพดังนี้


คำอธิบาย จากที่มีการกำหนดเงื่อนไขเป็นรหัสนิสิต 4902 ที่มีในตาราง student และ ตาราง  register เกิดการ join ตารางกันจะแสดงให้เห็นถึง ชื่อ คะแนน เกรดของนิสิตรหัส 4902

✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿

M.  ทดลองปรับเป็น SELECT student.studentid,student.name,register.score,register.grade,subject.name FROM register,student,subject WHERE (register.studentid = student.studentid AND register.studentid = 4902) AND (register.subjectid=subject.subjectid)

ตอบ     SELECT student.studentid,student.name,register.score,register.grade,subject.name 
             FROM register,student,subject 
             WHERE (register.studentid = student.studentid AND register.studentid = 4902) AND (register.subjectid=subject.subjectid);

จะได้ภาพดังนี้ 


คำอธิบาย จากการกำหนดเงื่อนไขจากตาราง 3 ตารางได้แก่ student,register และ subject ที่มี studentid โดยเกิดจากการ join ตารางสามตาราง

✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿

N. ทดลองปรับเป็น SELECT student.studentid,student.name,register.score,
register.grade,subject.name FROM  register,student,subject WHERE (register.studentid = student.studentid) AND (register.subjectid = subject.subjectid AND register.subject = 104111) สังเกตผลที่ได้รับ

ตอบ      SELECT student.studentid,student.name,register.score,register.grade,subject.name
              FROM  register,student,subject 
              WHERE (register.studentid = student.studentid) AND (register.subjectid = subject.subjectid AND register.subjectid = 104111);

จะได้ภาพดังนี้


คำอธิบาย จากเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการ join ตารางกัน 2 ตาราง โดยเลือกใช้ฟิลด์ studentid และ subjectid จากตาราง student และ subject

✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿

O. จากข้อ m เมื่อแปลออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์จะได้ว่า "ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต คะแนน เกรด และชื่อรายวิชา จากตารางนักเรียน (student) การลงทะเบียน (register) และรายวิชา (subject) โดยมีเงื่อนไข คือแสดงเฉพาะนิสิตรหัส 4902 เท่านั้น" ให้ลองแปลข้อ n ออกมาเป็นภาษาคำถามของมนุษย์

ตอบ      ทำการเลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต คะแนน เกรด และรายชื่อวิชา จากตาราง student register และ subject โดยมีเงื่อนไข คือ แสดงรหัสนิสิต 4902 เท่านั้น

          SELECT student.studentid,student.name,register.score,register.grade,subject.name
          FROM  register,student,subject 
          WHERE (register.studentid = student.studentid) AND (register.subjectid = subject.subjectid AND register.studentid = 4902);

✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿

P. ให้นิสิตสืบค้นข้อมูลด้วยภาษา SQL ตามคำถาม "ให้เลือกแสดงฟิลด์รหัสนิสิต ชื่อนิสิต คะแนน เกรด และชื่อรายวิชา จากตารางนักเรียน (Student) ตารางการลงทะเบียน (Register) และรายวิชา (Subject) โดยมีเงื่อนไขคือแสดงเฉพาะรายวิชารหัส 104111 เท่านั้น และนิสิตอยู่ในชมรมภูมิศาสตร์เท่านั้น"

ตอบ    SELECT student.studentid,student.name,register.score,register.grade,subject.name,student.club
           FROM  register,student,subject 
           WHERE (register.studentid = student.studentid AND register.subjectid = subject.subjectid) AND register.subjectid = 104111  AND student.club = 'ภูมิศาสตร์';

ได้ภาพดังนี้


✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿*゚’゚・.。*✿



7.14.2554

RASTER

ราสเตอร์
          โครงสร้างแบบราสเตอร์ เป็นโครงสร้างอีกแบบหนึ่ง ที่ใช้จัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ในรูปของกริด(grid) ซึ่งมีองค์ประกอบเป็น Cell แต่ละ Cell จะมีตัวเลขกำกับ (รูปที่ 6) โดยตัวเลขเหล่านี้อาจจะเป็น Class ID ของข้อมูลเชิงพื้นที่หรือเป็นค่าจริงของข้อมูลเชิงอรรถ ณ ตำแหน่งนั้นก็ได้ เช่น ค่าอุณหภูมิ



รูปที่ 6 โครงสร้างข้อมูลเชิงพื้นที่แบบราสเตอร์ในแบบ (a) entity model ; (b) cell values ; (c) file sturcture (Hey wood et al.,2002)

           ความหยาบละเอียดของข้อมูล (resolution) ขึ้นอยู่กับขนาดของ cell ข้อมูลที่เป็นจุดหนึ่งจุดแทนได้ด้วย cell หนึ่ง cell ข้อมูลที่เป็นเส้นแทนได้ด้วย cells ต่างๆ ที่ต่อเนื่องกัน ส่วนข้อมูลที่เป็นรูปปิดจะแทนได้ด้วยกลุ่มของ cell ดังนั้นจะเห็นได้ว่ายิ่ง cell มีขนาดเล็ก ข้อมูลจะมีรายละเอียดสมจริงมากขึ้น แต่จำนวน cell ทั้งหมดในพื้นที่ศึกษาจะมีจำนวนมากขึ้นเป็นทวีคูณ รูปที่ 7 เปรียบเทียบระหว่างข้อมูลจริงที่จัดเก็บด้วยโครงสร้างแบบราสเตอร์และเวกเตอร์เมื่อขนาดของ cell เปลี่ยนไป



รูปที่ 7 การจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ด้วยโครงสร้างแบบราสเตอร์และเวกเตอร์เมื่อขนาดของ cell เปลี่ยนไป (Heywood,et al.,2002)


          การบันทึกข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีโครงสร้างแบบราสเตอร์ จะมีการจัดเก็บเป็นแฟ้มข้อมูลที่มีจำนวนแถวและสดมภ์กำกับ เมื่อมีการเรียกใช้ เช่น การเรียกแสดง คอมพิวเตอร์จะรู้ว่าข้อมูลมีทั้งหมดกี่แถวและในแถวหนึ่งมีกี่ cell ตัวเลขประจำ cell อาจเป็นตัวเลขหรือตัวอักษรประจำ class ของการจำแนกข้อมูล เช่น เป็นเลข 2 สำหรับ class ที่ 2 ของข้อมูลการใช้ที่ดินซึ่งหมายถึงพื้นที่ที่ใช้ในการทำการเกษตร หรืออาจเป็นค่าตัวเลขของข้อมูลจริงที่ใช้ในการคำนวณได้ เช่น ค่าความสูง ความดัน และปริมาณน้ำฝน เป็นต้น นอกจากนี้แต่ละ cell จะมีค่าพิกัด xy กำกับอีกด้วย การบันทึกข้อมูลที่มีโครงสร้างแบบนี้จะต้องใช้เนื้อที่ในการเก็บค่อนข้างมาก จึงนิยมจัดเก็บแบบมีการบีบอัดข้อมูล(data compression) ซึ่งทำได้หลายวิธีดังแสดงในรูปที่ 8


รูปที่ 8 การจัดเก็บข้อมูลที่มีโครงสร้างแบบราสเตอร์ด้วยวิธีการบีบอัดแบบต่างๆ (Aronoff, 1989, p.169)

          การเลือกใช้วิธีการบีบอัด จะได้ผลมากน้อยขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของชั้นข้อมูลว่ามีความแปรเปลี่ยนหลากหลายในแต่ละแถวและระหว่างแถวเป็นอย่างไร ในกรณีที่ข้อมูลมีการแปรเปลี่ยนหลากหลายมากวิธีการบีบอัดจะไม่ให้ผลเท่าที่ควร

         การเปรียบเทียบโครงสร้างข้อมูลแบบเวกเตอร์และราสเตอร์
   โครงสร้างข้อมูลแบบเวกเตอร์และราสเตอร์ทั้งสองประเภทนี้ มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การนำไปใช้งานความพร้อมทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ ความซับซ้อนของโครงสร้าง ความถนัดของผู้ใช้งานและผลผลิตในรูปแบบดิจิทัลและสิ่งพิมพ์ที่ต้องการสามารถสรุปได้ดังแสดงในตาราง

เปรียบเทียบข้อได้เปรียบและข้อจำกัดของโครงสร้างข้อมูลแบบเวกเตอร์และราสเตอร์


          การแปลงโครงสร้างระหว่างเวกเตอร์และราสเตอร์
   การแปลงข้อมูลที่มีโครงสร้างเวกเตอร์ไปเป็นแบบราสเตอร์ จะใช้สมการแสดงดังข้างล่างนี้


           ค่า X , Xmin และ Xmax หมายถึง ค่าพิกัด X ที่ต้องการแปลง ค่าพิกัด X ที่มีค่าน้อยที่สุดและมากที่สุดในพื้นที่ศึกษาตามลำดับ
           ค่า Y , Ymin และ Ymax หมายถึง ค่าพิกัด Y ที่ต้องการแปลง ค่าพิกัด Y ที่มีค่าน้อยที่สุดและมากที่สุดในพื้นที่ศึกษาตามลำดับ
           N และ M หมายถึง จำนวนสดมภ์และจำนวนแถวทั้งหมดตามที่ต้องการในพื้นที่ศึกษา ในการแปลงโครงสร้างข้อมูลกำหนดรายละเอียดของข้อมูล(resolution)ที่มีโครงสร้างราสเตอร์จะมีผลต่อความถูกต้องอย่างมาก ดังแสดงในรูปที่ 9



รูปที่ 9 การแปลงโครงสร้างข้อมูลเชิงพื้นที่จากเวกเตอร์ไปเป็นราสเตอร์(A) จากราสเตอร์ไปเป็นเวกเตอร์(B) และตัวอย่างความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการแปลงโครงสร้าง(C)
(Bernhardsen,2002,p.85)


ขอบคุณสาระดีๆ : : http://geoinformatics.sut.ac.th/sut/vichagan/Introduction_GIS_word/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%885.pdf

7.13.2554

VECTOR


เวกเตอร์
          โครงสร้างการจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่แบบเวกเตอร์ เป็นโครงสร้างที่มีการเข้ารหัสที่เริ่มจากข้อมูลจุดที่ประกอบด้วยค่า x และ y ซึ่งเป็นค่าพิกัดตำแหน่ง ณ จุดนั้น สำหรับข้อมูลเส้นก็จะประกอบขึ้นมาจากข้อมูลจุดมากกว่าหนึ่งจุดหรือเรียกว่าสายของจุด(string) ซึ่งถ้ามองในรูปของรหัสก็คือสายของค่า x และ y เป็นคู่ๆของจุดต่างๆ ส่วนข้อมูลรูปปิดก็จะเป็นข้อมูลเส้นหรือสายของข้อมูลจุดที่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบของเส้นเป็นจุดเดียวกัน โดยรูปปิดบางรูปอาจจะมีบางส่วนของเส้นรูปปิด(ขอบเขต)ร่วมกันอยู่ ซึ่งหมายถึงใช้สายของจุดในส่วนนั้นร่วมกัน ลักษณะโครงสร้างง่ายๆของข้อมูลแบบนี้เป็นแบบเส้นสปาเก็ตตี้(spaghetti) (รูปที่ 3 ) ซึ่งยังไม่แสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลเชิงพื้นที่ในระดับ feature หรือหน่วยย่อยของ feature (topology)
          รูปที่ 4 แสดงข้อมูลเวกเตอร์ที่มี topology แสดงความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ ที่แบ่งออกได้เป็น polygon topology, node topology, arc topology และ arc coordinate data ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้มีประโยชน์ในขั้นตอนการใช้งานของข้อมูลเชิงพื้นที่
                 • Polygon topology แสดงให้เห็นว่าในรูปปิดหนึ่งๆ ประกอบไปด้วยข้อมูลเส้น(arc หรือ line) อะไรบ้าง มีจุด(ในที่นี้ถือเป็นรูปปิด)และรูปปิดใดบ้างที่อยู่ภายในรูปปิดนั้นๆ โดยให้สังเกตว่ารูปปิดที่เป็นเกาะอยู่ภายในรูปปิดอื่น จะมีเลข 0 นำหน้าเสมอ ซึ่งรหัสแบบนี้เมื่อมีการอ่านรหัสข้อมูลจะทำให้ซอฟท์แวร์เข้าใจได้ว่าข้อมูลเส้นต่อไปนี้เป็นของรูปปิดที่เป็นเกาะอยู่ภายใน
                • Node topology บอกให้ทราบว่ามีเส้น(arc)ใดบ้างที่มาใช้ node นั้นๆเป็นจุดเริ่มต้นหรือเป็นจุดจบของเส้น
                • Arc topology บอกให้ทราบว่าข้อมูลเส้นแต่ละเส้นเริ่มและจบลงที่ node ใด และมีรูปปิดใดอยู่ทางซ้ายและทางขวาของเส้น ซึ่งบอกได้ด้วยทิศทางจาก node ที่เริ่มต้นไปยัง node ที่จบลงของเส้น
                • Arc coordinate data แสดงค่าพิกัด xy ของจุดต่างๆของข้อมูลเส้น โดยบอกจุดที่เริ่มต้น ระหว่างกลาง และจุดจบของเส้นนั้นๆ 


รูปที่ 3 โครงสร้างแบบเส้นสปาเก็ตตี้(spaghetti) ซึ่งยังไม่มี topology (Aronoff,1989)



รูปที่ 4 โครงสร้างข้อมูลเวกเตอร์ที่มี Topology (Aronoff,1989)


          จากที่กล่าวแล้วข้างต้นจะเห็นว่า topology สามารถใช้บอกถึงความสัมพันธ์ระหว่าง features ของข้อมูลเชิงพื้นที่ได้ (รูปที่ 5) ยกตัวอย่างเช่น
                • Arc topology บอกให้ทราบว่า รูปปิดใดอยู่ติดกันและใช้เส้นใดร่วมกัน (adjacency)
                • Polygon topology บอกให้ทราบว่า มีจุดใดหรือรูปปิดใดอยู่ในรูปปิดใด (containment-point in polygon and polygon in polygon)
                •Node topology บอกให้ทราบว่า มีเส้นใดเชื่อมต่อกันอยู่ที่ Node ใด (conectivity) เป็นต้น
                • Arc coordinate data บอกให้ทราบระยะทางระหว่าง features



รูปที่ 5 ความสัมพันธ์ของ feature เชิงพื้นที่ ที่บอกได้ด้วย Topology (Lo and Yeung,2002)


ขอบคุณสาระดีๆ: : http://geoinformatics.sut.ac.th/sut/vichagan/Introduction_GIS_word/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%885.pdf


7.10.2554

❝แบบจำลองข้อมูล Gis❞ ➸ II

แบบจำลองข้อมูลเชิงพื้นที่
          ความเข้าใจในลักษณะของ geodata อย่างแท้จริง ทำให้สามารถเลือกใช้แบบจำลองเชิงพื้นที่ในการนำเสนอเป็นข้อมูล GIS ได้อย่างเหมาะสม การเข้ารหัส(encoding)ข้อมูล ให้อยู่ในรูปของฐานข้อมูลดิจิทัล รูปแบบการนำเสนอจะเป็นชั้นข้อมูล 2 มิติ และข้อมูลพื้นผิว(surface) ชั้นข้อมูล 2 มิติจะแยกเป็นชั้นข้อมูลตามลักษณะขององค์ประกอบเชิงพื้นที่ เช่น ชั้นข้อมูล จุด แสดงตำแหน่งที่ตั้งของสถานีตรวจวัดสภาพอากาศ ชั้นข้อมูลเส้น แสดงถนนและทางน้ำ ชั้นข้อมูล รูปปิด แสดงขอบเขตการปกครองและขอบเขตหน่วยหินหน่วยดิน เป็นต้น ส่วนข้อมูลพื้นผิวมีมิติมากกว่า 2 มิติ แต่ยังไม่เป็น 3 มิติแท้ๆ เพราะยังไม่มีปริมาตร ชั้นข้อมูลพื้นผิวเหล่านี้ได้แก่ ความสูง ความดัน อุณหภูมิ และปริมาณน้ำฝน เป็นต้น

รูปที่ 2 แสดงแบบจำลองที่เหมาะกับข้อมูลเชิงพื้นที่ซึ่งสามารถแบ่งตามลักษณะธรรมชาติของข้อมูลได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ข้อมูลวิยุต (discrete) และข้อมูลต่อเนื่อง (continuous)




 รูปที่ 2 แบบจำลองของข้อมูลเชิงพื้นที่ซึ่งมีลักษณะแบบวิยุต (discrete)และแบบต่อเนื่อง(continuous)
(Lo and Yeung, 2002)

          ข้อมูลเชิงพื้นที่แบบวิยุต(discrete) ได้รับการนำเสนอเป็น object-based model ซึ่งมีทั้งชนิดที่เมื่อแสดงเป็นแผนที่แล้วมีขอบเขตของ class แน่นอน(exact object) เช่น อาคารและถนน และแบบที่มีขอบเขตไม่แน่นอนหรือคลุมเครือ(inexact object) เช่น หน่วยหินและหน่วยดิน ข้อมูลที่จำลองมาเป็น object-based model นี้สามารถใช้แบบจำลองข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีโครงสร้างได้ทั้งแบบเวกเตอร์และราสเตอร์ ส่วนข้อมูลเชิงพื้นที่แบบต่อเนื่อง(continuous) เช่น ความลาดชัน อุณหภูมิ และความดัน เป็นต้น จะจำลองมาเป็น field-based model ซึ่งมีรูปแบบการนำเสนอเป็นข้อมูลพื้นผิว(surface) จะใช้แบบจำลองข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีโครงสร้างแบบราสเตอร์ทั้งแบบกริด(regular tessellation)ที่มี cell รูปสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากันหมดเป็นหน่วยย่อยของข้อมูล และแบบ TIN (Triangulated Irregular Tessellation) ที่มีรูปสามเหลี่ยมหลายขนาดเป็นหน่วยย่อยของข้อมูล
          โครงสร้างแบบจำลองข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่แบบวิยุต ต้องเอื้อให้มีการจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่ได้ทั้งแบบ จุด เส้น และรูปปิด และต้องมีตัวกำหนด(identifier)กำกับทุก feature ซึ่งสามารถใช้เป็นตัวเชื่อมต่อกับข้อมูลเชิงอรรถที่เก็บข้อมูลบรรยายของข้อมูลเชิงพื้นที่หนึ่ง feature ต่อหนึ่งระเบียน(record) ในระดับนี้แบบจำลองสำหรับจัดเก็บข้อมูลเชิงพื้นที่สามารถแบ่งได้ 3 แบบ ได้แก่ เวกเตอร์ ราสเตอร์ และ TIN



ขอบคุณสาระดีๆ จาก : : http://geoinformatics.sut.ac.th/sut/vichagan/Introduction_GIS_word/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%885.pdf        

     

7.09.2554

❝แบบจำลองข้อมูล Gis❞ ➸ I

 
          การจัดเก็บ geodata ของพื้นที่ใดๆเข้าสู่ระบบ GIS ในรูปของฐานข้อมูลดิจิทัลต้องมีการแยกแยะข้อมูลแต่ละประเภทออกเป็นชั้นข้อมูลอย่างชัดเจน เช่น ชั้นข้อมูลการใช้พื้นที่(land use และ land cover) ชั้นข้อมูลชนิดดิน(soil)เป็นต้น ข้อมูลบางชนิด เช่น ข้อมูลธรณีวิทยาสามารถจัดแบ่งได้เป็น 2-3ชั้นข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลหน่วยหิน(รูปปิด) ที่แสดงชนิดหินและลำดับชั้นตามอายุการเกิด ชั้นข้อมูลโครงสร้างธรณีวิทยา(เส้น) และชั้นข้อมูลจุดสำรวจ(จุด) ที่ทำการบันทึกลักษณะหินและโครงสร้าง ณ จุดนั้นๆ หรือข้อมูลการพบซากดึกดำบรรพ์ ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าข้อมูลภูมิศาสตร์เฉพาะทาง(geographic thematic data)บางชนิดสามารถแยกย่อยได้หลายชั้นข้อมูล เมื่อจะนำมาใช้ประโยชน์ก็สามารถเลือกแสดงเป็นบางชั้นเพื่อความชัดเจนหรือแสดงร่วมกันให้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดก็ได้แล้วแต่กรณี
      การนำเสนอข้อมูล GIS ในรูปดิจิทัล (Digital representation of GIS data)
            แต่เดิมการนำเสนอ geodata จะอยู่ในรูปของสิ่งพิมพ์บนแผนที่กระดาษ ที่พกพาและใช้งานได้สะดวก แต่ในปัจจุบัน ความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์รุดหน้าไปมากจนกระทั่ง การนำเสนอข้อมูลดังกล่าวในรูปของดิจิทัลมีข้อดีมากกว่าการนำเสนอแบบเดิมอย่างเทียบกันไม่ได้ ข้อดีของการนำเสนอในรูปฐานข้อมูลดิจิทัล ซึ่งดีกว่าการการนำเสนอในรูปของแผนที่กระดาษแบบเดิมๆคือ
                • สามารถเก็บข้อมูลได้ครบถ้วนสมบูรณ์กว่า ทั้งสภาพและลักษณะที่มองเห็นจริงๆและผลจากการวิเคราะห์และตีความแล้ว เพราะไม่มีปัญหาด้านเนื้อที่จำกัดเหมือนแผนที่กระดาษ และสามารถเก็บได้อย่างเป็นระบบแยกแยะได้ชัดเจนกว่า ตลอดจนการนำเสนอให้เห็นภาพ(visualization)สามารถทำได้เสมือนจริงมากกว่า
                • สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันได้อย่างเป็นพลวัตร ต่างจากแผนที่กระดาษที่นำเสนอข้อมูลเฉพาะช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น ทำการปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดเวลาได้ยาก
                • ที่สำคัญ ระบบ GIS และฐานข้อมูลลักษณะนี้เอื้อให้ผู้ใช้สามารถทำงานกับฐานข้อมูลภูมิศาสตร์ได้อย่างมีปฏิสัมพันธ์ผ่านทาง GIS          
          ข้อมูล geodata ที่จัดเก็บในรูปของดิจิทัลอาจเรียกเป็น ข้อมูล GIS ก็ได้ การจัดทำฐานข้อมูล GISต้องเริ่มจากการจำแนกข้อมูลออกตามชนิดข้อมูลอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถสร้างแบบจำลองหรือโครงสร้างในการจัดเก็บด้วยการใส่รหัสเข้าในระบบคอมพิวเตอร์อย่างเหมาะสมกับลักษณะข้อมูล มีขั้นมีตอน และสามารถเรียกใช้หรือเรียกแสดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงทำการแบ่งประเภทข้อมูลออกเป็น 3ชนิด ได้แก่ ข้อมูลเชิงพื้นที่ ข้อมูลเชิงอรรถ และข้อมูลเวลา...(ต่อ)




6.19.2554

► ความหมายของ GIS

      " Gis a computerized database management system for capture, storage,retrieval,analysis and display of spatial (locationally defined) data "
(NCGIA : National Center Geographic Information and Analysis,1989)

แปล
      " ระบบสารสนเทศการจัดการฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ สำหรับ การรวบรวม,การจัดเก็บรักษา,การค้นคืน,การวิเคราะห์ และการแสดงผลของข้อมูล (ตามที่กำหนดพื้นที่) "
(NCGIA : ข้อมูลทางภูมิศาสตร์แห่งชาติศูนย์และการวิเคราะห์, 1989)

❀~❀~❀~❀~❀~❀~❀


 องค์ประกอบของ GIS
  การจัดเก็บรวบรวมข้อมูล (Data capture)
     เป็นขั้นตอนสำรวจข้อมูลต่างๆและการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลในเชิงพื้นที่ เช่น ข้อมูลด้านการใช้ที่ดินการคมนาคมสำมะโนประชากร เป็นต้น  
  
  การเก็บบันทึกและเรียกค้นข้อมูล (Data storage and retrieval)
     ข้อมูลที่จะเข้าสู่ระบบ GIS จะต้องมีลักษณะเป็นตัวเลข  ดังนั้นจำต้องมีการแปลงข้อมูลแผนที่ซึ่งอยู่ในรูปข้อมูลภาพหรือรายงานเอกสาร(Analog)  ให้เป็นข้อมูลตัวเลขของคอมพิวเตอร์(Digital)ในขั้นตอนนี้สามารถที่จะทำการเก็บบันทึกได้หลายวิธี  เช่น ใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Digitizer  และวิธีการแปลงข้อมูลในลักษณะนี้เรียกว่า Digitizing หรือใช้วิธีอ่านข้อมูลด้วย scanner นอกจากนี้ยังสามารถนำเข้าข้อมูลตัวเลขจากแหล่งข้อมูลต่างๆ  เช่นข้อมูลดาวเทียม  ข้อมูลจากรายงานเอกสารต่างๆตามรูปแบบที่ระบบ GIS ในแต่ละระบบจะรับเข้าสู่ระบบได้โดยตรงเพื่อการค้นคืนของข้อมูล  ขั้นตอนนี้นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากขั้นตอนหนึ่งซึ่งจะสามารถบอกได้ว่างานนั้นมีประสิทธิภาพมากเพียงใดและมีโอกาสจะประสบผลสำเร็จมากน้อยเท่าใดด้วย 

ประเภทของข้อมูลที่ป้อนเข้าสู่ระบบGIS มีดังนี้คือ       
         ข้อมูลเชิงพื้นที่(Spatial Data)   เป็นข้อมูลที่ระบุตำแหน่งพิกัดที่ตั้งข้อมูลประเภทนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งเพราะGIS เป็นระบบข้อมูลที่ต้องมีการอ้างอิงทางภูมิศาสตร์ (Geo-Referenced)  ข้อมูลเหล่านี้ได้แก่ แผนที่ต่างๆ
         ข้อมูลที่ไม่อยู่ในเชิงพื้นที่(Non-Spatial Data) เป็นข้อมูลที่เกี่ยวกับคุณลักษณะต่างๆแต่ยังคงจะต้องเกี่ยวข้องกับพื้นที่นั้นๆ(Associated attributes) ข้อมูลเหล่านี้ได้แก่ ข้อมูลประชากร เป็นต้นคุณสมบัติของการใส่ข้อมูลเข้าสู่ระบบ GIS ครอบคลุม 3 ขั้นตอนย่อย ดังนี้คือ
                 ป้อนข้อมูลเชิงพื้นที่สู่ระบบโดยใช้วิธีแปลงเป็นข้อมูลตัวเลขด้วยวิธีการ Digitize หรือ Scan เข้าไปซึ่งจะทำได้โดยการกำหนดจุดค่าที่พิกัดทางภูมิศาสตร์(Ground Control Point) ตาม Projection ต่าง ๆ ที่มีอยู่ส่วนมากมักจะใช้ค่าLongitude และระบบ UTM
                  ใส่ข้อมูลที่ไม่อยู่ในเชิงพื้นที่สู่ระบบโดยวิธีการสร้างตารางความสัมพันธ์ (Attribute table)
                  เชื่อมข้อมูลทั้งสองประเภทข้างต้นเข้าด้วยกันด้วยระบบ GIS ซึ่งในแต่ละระบบอาจมีวิธีการจัดการกับข้อมูลในแต่ละขั้นตอนต่างกัน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับซอฟท์แวร์ที่ใช้เช่น  SPANS ARC/INFO, ILWIS  และ INTERGRAPH เป็นต้น ต่างก็เป็นซอฟท์แวร์ที่เอื้ออำนวยให้สามารถสร้างแผนที่วิเคราะห์แสดงและจัดการกับข้อมูลแผนที่ได้  ซึ่งในแต่ละโปรแกรมต่างก็มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป


  การวิเคราะห์ข้อมูล(Data analysis)
     คือการนำเอาข้อมูลแผนที่ต่างๆที่เก็บไว้ในระบบมาทำการประมวลผลด้วยวิธีการซ้อนทับ(Overlay)เพื่อทำการวิเคราะห์หรือกำหนดวางแผนการจัดการกับพื้นที่นั้นๆเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ต้องการเช่นการวิเคราะห์เกี่ยวกับการพังทะลายขอดินทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่ดิน,องค์ประกอบในการกัดกร่อนดิน,เส้นชั้นระดับความสูง,แผนที่การใช้ ที่ดิน,ข้อมูลจากดาวเทียม,รวมทั้งข้อมูลน้ำฝนในช่วงระยะเวลาหนึ่งแฟ้มข้อมูลแต่ละแฟ้มจะถูกประมวลผลตามเกณฑ์ ที่ตั้งไว้แล้วถูกนำซ้อนกันซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็คือคำตอบที่ผู้ใช้ GIS ต้องการ

  การแสดงผลข้อมูล (Data display)
     ในการเรียกค้นข้อมูลหรือผลการวิเคราะห์ข้อมูลในระบบGIS  สามารถแสดงผลออกมาได้ในลักษณะของแผนที่หรือตารางแสดงผลข้อมูลออกมาได้ทั้งในจอคอมพิวเตอร์หรือจะพิมพ์ออกมาเป็นภาพเพื่อจัดทำเป็นรายการต่างๆได้  จะทำได้หลากหลายและสวยงามเพียงใดขึ้นอยู่กับซอฟท์แวร์ที่ระบบGIS  นั้นๆใช้  รวมทั้งความสามารถของผู้ใช้ด้วย
       

        ในระบบ GIS  สามารถที่จะทำการแก้ไขข้อผิดพลาดของข้อมูลได้ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไxรวม  หรือซ้อนข้อมูลแผนที่  ปรับปรุงข้อมูล  เรียกค้นข้อมูลที่มีลักษณะตามต้องการได้  รายงานเกี่ยวกับข้อมูลแผนที่และตารางพื้นที่เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการแสดงผลข้อมูลของระบบ GIS ได้มากขึ้น  โดยสรุประบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ครอบคลุม การจัดเก็บข้อมูล การค้นหาข้อมูล  การวิเคราะห์ข้อมูลและการแสดงข้อมูล
        GISแตกต่างจากระบบข้อมูลประเภทอื่นๆ ตรงที่GISวางอยู่บนรากฐานของการอ้างอิงเป็นค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์GIS ประกอบด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลที่ไม่เป็นเชิงพื้นที่ซึ่งบ่งบอกคุณลักษณะต่างๆ ของตำแหน่งนั้นๆ  เช่นจำนวนประชากรคุณลักษณะของดินเป็นต้น  GISช่วยในการจัดเก็บข้อมูลแผนที่ที่มีปริมาณมากให้เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว สามารถนำมาใช้ในการตัดสินใจและการวางแผนได้เป็นอย่างดี  อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะต้องคำนึงอยู่เสมอคือการใช้ให้ได้ประโยชน์หรือตอบปัญหาได้ถูกต้องมากน้อยเพียงใด  ขึ้นอยู่กับความถูกต้องแม่นยำของข้อมูลเบื้องต้นที่ถูกใส่เข้าไปในระบบ GIS นั่นเอง
    

6.15.2554

สรุป Database and DBMS

ฐานข้อมูล (Database)
      ✿หมายถึง โครงสร้างของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถนำข้อมูลมาประมวลเพื่อช่วยในการตัดสินใจ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้
      ✿ในการจัดการข้อมูลในฐานข้อมูลจะใช้ซอฟต์แวร์ประเภท ระบบจัดการฐานข้อมูล(Database Management System : DBMS)
      ✿ฐานข้อมูลมีส่วนที่ทำหน้าที่ในการอธิบายความหมายของรายการข้อมูลที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูลด้วย เรียกส่วนนี้ว่า
             ☺บัญชีระบบ(System catalog) หรือ
             ☺พจนานุกรมของข้อมูล(Data Dictionary) หรือ
             ☺เมตาดาต้า(Meta - data)
      ✿โครงสร้างของข้อมูลจะถูกแยกออกจากโปรแกรมประยุกต์และเก็บเอาไว้ในส่วนที่เรียกว่า “ฐานข้อมูล”
      ✿ถ้ามีการเพิ่มหรือปรับปรุงโครงสร้างของข้อมูลก็จะไม่มีผลกระทบกับโปรแกรมประยุกต์



ระบบจัดการฐานข้อมูล
(Database Management System : DBMS)

      ✿หมายถึง ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการจัดการข้อมูลในฐานข้อมูล
      ✿DBMS จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างฐานข้อมูลกับโปรแกรมที่มาใช้งานฐานข้อมูลและผู้ใช้งานฐานข้อมูล ที่ติดต่อไปยังฐานข้อมูลเพื่อทำงานที่ผู้ใช้ต้องการให้สำเร็จ
      ✿เช่น การจัดเก็บข้อมูลลงในฐานข้อมูล,การค้นหาข้อมูลที่ต้องการออกมาแสดงหรือการลบข้อมูล เป็นต้น


หน้าที่ของ DBMS
      ✿จัดการพจนานุกรมของข้อมูล(Data dictionary management)
      ✿จัดการการจัดเก็บข้อมูล(Data storage management)
      ✿การแปลงข้อมูลและการนำเสนอข้อมูล(Data transformation and presentation)
      ✿การจัดการด้านความปลอดภัย(Security management)
      ✿ควบคุมการเข้าใช้งานของผู้ใช้พร้อมกัน(Multiuser accesss control)
      ✿การจัดการเรื่องการสำรองและกู้คืนข้อมูล(Backup and recovery management)
      ✿การจัดการความคงสภาพของข้อมูล(Data integrity management)
      ✿ภาษาในการเข้าถึงข้อมูลและส่วนประสานผู้ใช้ในโปรแกรมประยุกต์(Database access languages and application programming interfaces)



การประยุกต์ใช้ระบบงานฐานข้อมูล
      ✿การซื้อของจากซูเปอร์มาเก็ต
      ✿การซื้อของโดยใช้บัตรเครดิต
      ✿การจองตั๋วเครื่องบินผ่านตัวแทนจำหน่าย
      ✿การใช้บริการห้องสมุด
      ✿การใช้งานอินเทอร์เน็ต
      ✿การเรียนในมหาวิทยาลัย
      ✿การบริหารในองค์กร
      ✿อื่นๆ อีกมากมาย

Credit : ...
สื่อการเรียนการสอนความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับฐานข้อมูล สอนโดย  อาจารย์นราวิชญ์ ความมั่น 

6.12.2554

ข้อมูลเชิงพื้นที่ 5 ประเภท

Spatial Distribution = การกระจายเชิงพื้นที่
เป็นการกระจัดกระจายตัวหรือการกระจุกตัวที่อยู่ในพื้นที่ จะอยู่ในลักษณะที่กระจุกตัวบางพื้นที่หรือแยกกระจายอาจจะอยู่ใกล้กันหรือไกลกันขึ้นอยู่กับบริเวณพื้นที่ต่างๆ

        ยกตัวอย่าง สัตว์ป่าคุ้มครองที่กระจายตัวอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เช่น กระทิง กวาง ชะนี เม่น นกยูง เป็นต้น  

 Spatial Differentiation = ความแตกต่างเชิงพื้นที่
ในพื้นที่จะมีความแตกต่างกันในหลายๆด้าน พื้นที่แต่ละส่วนจะไม่เหมือนกันในหลายประการ อาจเป็นสิ่งแวดล้อม พื้นที่สูง-ต่ำของแต่ละบริเวณนั่นๆ

        ยกตัวอย่าง พื้นที่อาศัยของสัตว์บางประเภทจะเลือกพื้นที่แตกต่างกันออกไปตามลักษณะเฉพาะ เช่น สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

Spatial Diffusion = การแพร่กระจายในเชิงพื้นที่
เป็นการกระจายจากพื้นที่หนึ่งไปอีกพื้นที่หนึ่ง อาจจะเป็นการอพยพย้ายถิ่นฐาน หรือมีการกระจายของสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วกระจายออกไปตามพื้นที่ต่างๆ

        ยกตัวอย่าง การอพยพย้ายถิ่นของนกในประเทศไทย เพื่อหาสิ่งแวดล้อม ที่อยู่อาศัย แหล่งอาหารใหม่ต่อการดำรงชีพ เช่น นกนางนวล นกพงหญ้า นกกระสา นกปากซ่อม เป็นต้น

Spatial Interaction = การปฏิสัมพันธ์ในเชิงพื้นที่
พื้นที่ที่ทำกิจกรรมจะสัมพันธ์กับพื้นที่อื่นและพื้นที่นั้นๆ ในแต่ละส่วนของกิจรรมจะแยกออกตามเขตพื้นที่ของตัวเองในพื้นที่แต่ละส่วน

        ยกตัวอย่าง อุทยานแห่งชาติ จะมีพื้นที่หลากหลายในส่วนต่างๆของบริเวณนั้นๆ ได้แก่ เขตเพื่อการพักผ่อนและศึกษาหาความรู้  เขตฟื้นฟูธรรมชาติ เขตหวงห้าม เขตสงวนสภาพธรรมชาติ และเขตบริการ

Spatial Temporary = ช่วงเวลาในเชิงพื้นที่

ช่วงเวลาในแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันออกไปในช่วงของการแบ่งเขตเวลา การกระทำหรือกิจกรรมที่ก็จะต่างกันออกไปตามช่วงเวลาของพื้นที่แต่ละส่วน

        ยกตัวอย่าง  การออกอาหารของสัตว์ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา เช่น เหยี่ยว นกเค้าแมว ค้างคาว จะออกอาหารตอนกลางคืน

6.09.2554

ภาพยนตร์ " ARMAGEDDON วันโลกาวินาศ "


 เรื่องย่อ

       แฮร์รี่ สแตมเปอร์ (บรูซ วิลลิส) นักขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล ไม่ถูกกับ เอ.เจ. (เบน แอฟเฟล็ก) ลูกทีมหนุ่มฝีมือดี เพราะเป็นคนมุทะลุและมาชอบพอกับ เกรซ (ลิฟ ไทเลอร์) ลูกสาวคนสวยเพียงคนเดียว จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเกรซกับแฮร์รี่ค่อนข้างหมางเมินกัน แต่ทีมของสแตมเปอร์ถือได้ว่าเป็นทีมขุดเจาะน้ำมันเบอร์หนึ่งของโลก
         จู่ ๆ มหานครนิวยอร์กถูกถล่มด้วยอุกกาบาตไฟ ที่ฮ่องกงก็เกิดคลื่นยักษ์จากอุกกาบาต แดน ทรูแมน (บิลลี่ บ็อบ ทอร์นตัน) ผู้อำนวยการองค์การนาซาพบว่า โลกมีเวลาเหลือเพียง 18 วันเท่านั้น ก่อนถูกทำลายล้างด้วยดาวหางขนาดใหญ่เท่ารัฐเท็กซัสที่กำลังพุ่งตรงลงมา ทางเดียวที่จะแก้ได้คือ ต้องฝังหัวระเบิดนิวเคลียร์ที่แกนกลางของดาวหางดวงนี้ ซึ่งผู้ที่จะทำภารกิจนี้ได้ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการจุดเจาะเท่านั้น ซึ่งแดนเลือกเอาทีมของแฮร์รี่
         แฮร์รี่และลูกทีมทั้งหมดมีเวลาฝึกที่จะใช้ชีวิตบนอวกาศเพียง 18 วันเท่านั้น วันเดินทาง นาซาได้ส่งกระสวยอวกาศ 2 ลำชื่อ อินดีเพนเดนซ์ และ ฟรีดอม โดยใช้แรงเหวี่ยงจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์เพื่อไปให้ถึงดาวหาง แต่เมื่อไปถึงแฮร์รี่และพวกก็พบว่าการขุดเจาะพื้นผิวดาวหางนั้น ไม่ง่ายอย่างที่คิดในขณะที่เวลาเหลือน้อยเข้ามาทุกทีแฮร์รี่จำต้องสละชีวิตตนเพื่อโลกและเพื่อเกรซลูกสาวที่รัก

เบื้องหลัง
       Armageddon กำกับโดย ไมเคิล เบย์ เป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อีกเรื่องของฮอลลีวู้ดในปี ค.ศ. 1998 เช่นเดียวกับ Godzilla โดยทั้ง 2 เรื่องนี้ฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นเสมือนคู่แข่งกัน ซึ่งในช่วงต้นของเรื่องก็ได้มีการเหน็บแนม Gozilla เป็นมุขตลกอยู่สั้น ๆ ด้วย
     ในปี 1998 ได้มีภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับดาวหางพุ่งชนโลกเช่นเดียวกันเข้าฉาย คือ Deep Impact สร้างโดย Paramount Pictures และ DreamWorks และฉายก่อนหน้านั้นเป็นเวลาสองเดือน ทั้งสองเรื่องแตกต่างกันที่ Deep Impact นำเสนอผ่านมุมมองของบุคคลจากหลากหลายอาชีพ แสดงความตื่นตระหนกของคนที่พากันหนีเอาตัวรอด และมีความเป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์มากกว่า ในขณะที่ Armageddon ไปเน้นที่แอ็คชั่น ความรัก และเร้าอารมณ์ของผู้ชมผ่านเพลงประกอบ และภาพสวยๆ แบบมิวสิกวิดีโอ แต่มีข้อบกพร่องด้านความสมจริงมากกว่า
    เพลงประกอบภาพยนตร์ I Don't Wanna Miss a Thing ร้องโดย แอโรสมิธ และ Living on Jet Plane ซึ่งเป็นเพลงเก่าของ จอห์น เดนเวอร์ ราชาเพลงคันทรี ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงที่ภาพยนตร์เข้าฉายและยังได้รับความนิยมเรื่อยมา




วิจารณ์ภาพยนตร์
        เป็นเรื่องที่นานมาก ถ้าเทียบในวันเข้าฉายปี 1998 ก็ประมาณอายุ 8-9 ปี เพิ่งจะมารู้จักหนังเรื่องนี้ได้ไม่กี่ปีที่ผ่านมา คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ และอยากจะแนะนำหรือใครที่ได้ดูมาแล้วก็อยากให้คิดถึง โดยส่วนตัวชื่นชอบการดำเนินเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทางวิทยาศาสตร์ หรือ การแสดงอารมณ์ที่หลากหลาย เป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่ครองใจได้เป็นอันดับต้นๆ เพราะมีความน่าประทับใจของความเสียสละเพื่อคนที่เรารัก ความกล้าหาญในการตัดสินใจ การใช้สติควบคุมตัวเอง การให้เกียรติ และสอดแทรกแง่คิดดีๆของความเป็นวีรบุรุษที่น่ายกย่อง  
      ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ... ว่าหนังเรื่องนี้ เปิดดูครั้งไหนๆก็ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อเลยซักครั้ง แถมยังร้องไห้สะอึกสะอื้นครั้งแล้วครั้งเล่า รวมไปถึงเพลงเพราะๆที่ทำให้แสดงอารมณ์เศร้าเข้าถึงฉากๆหนึ่งในเรื่อง อาร์มาเก็ดดอน วันโลกาวินาศ เลยทีเดียว